ทำไมต้องใช้สารกรองแสงหลายชนิด
ตอบตรงๆ: เพราะสารกรองแสงแต่ละชนิดดูดซับหรือสะท้อนแสงได้คนละช่วงคลื่น และไม่มีตัวไหนเก่งครบทั้ง UVB และ UVA ในระดับเดียวกัน สูตรกันแดดจึงต้องผสมหลายตัว เพื่อให้ได้ทั้งค่า SPF ที่สูงพอ ความกว้างของการปกป้องที่ครอบคลุมช่วง UVA และความคงตัวเมื่อโดนแสงจริง
อีกเหตุผลที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ ความคงตัวต่อแสง — สารบางตัวจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนแสงยูวี การจับคู่กับสารอีกตัวจึงช่วยให้ฟิล์มกันแดดยังทำงานต่อได้ บทความนี้จะพาดูว่าสารกรองแสงมีกี่แบบ ทำไมตัวเดียวไม่พอ และของเราใช้อะไรบ้าง (เท่าที่มีเอกสาร)
สารกรองแสงมีกี่แบบ
แบ่งหยาบๆ ได้สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือสารกรองแสงอินทรีย์ (organic filters ที่บ้านเราเรียกกันว่า “กันแดดเคมี”) ทำงานโดยดูดซับพลังงานของรังสียูวีไว้แล้วปลดปล่อยออกมาเป็นพลังงานรูปอื่น แต่ละตัวมีช่วงคลื่นที่ดูดซับได้ดีต่างกัน
กลุ่มที่สองคือสารกรองแสงอนินทรีย์ (inorganic filters หรือที่เรียกกันว่า “กันแดดกายภาพ”) เช่น ซิงค์ออกไซด์และไทเทเนียมไดออกไซด์ ซึ่งทำงานทั้งกระเจิงและดูดซับแสง
คำว่า hybrid ที่เห็นบนกล่องกันแดดหลายตัว รวมถึงของเรา หมายถึงสูตรที่ใช้ทั้งสองกลุ่มร่วมกัน — เป้าหมายคือได้ข้อดีของทั้งคู่ ในเนื้อสัมผัสที่ยังทาสบาย
ทำไมตัวเดียวไม่พอ
ลองนึกภาพกราฟการดูดซับแสงของสารแต่ละตัว มันไม่ใช่เส้นราบที่ครอบคลุมเท่ากันตลอด แต่เป็นเนินที่สูงตรงช่วงคลื่นหนึ่งแล้วลาดลงในช่วงอื่น การใช้สารตัวเดียวจึงมักได้การปกป้องที่ “สูงตรงกลาง แต่บางตรงขอบ”
งานทดลองในหลอดทดลองปี 2024 ชิ้นหนึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด: เมื่อนำซิงค์ออกไซด์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาผสมกับสารกรองแสงอินทรีย์สองตัว ค่า SPF ในหลอดทดลองของสูตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับการใช้ตัวเดียว และสูตรผสมยังรักษาคุณสมบัติ broad spectrum (ค่า critical wavelength สูงกว่า 370 นาโนเมตร) ไว้ได้แม้หลังฉายแสง
ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นงานวิจัยของสูตรทดลองในห้องแล็บ ไม่ใช่ผลของผลิตภัณฑ์ TERRY — เรายกมาเพื่ออธิบายหลักการว่าทำไมสูตรถึงต้องผสม ไม่ใช่เพื่อบอกว่าสูตรของเราให้ผลแบบนั้น
ความคงตัวต่อแสง: เรื่องที่คนไม่ค่อยพูดถึง
สารกรองแสงบางชนิดเสื่อมสภาพเมื่อโดนรังสียูวีต่อเนื่อง แปลว่าฟิล์มบนผิวอาจปกป้องได้น้อยลงเรื่อยๆ แม้จะยังไม่โดนน้ำหรือเหงื่อ นักพัฒนาสูตรจึงต้องเลือกคู่ที่ช่วยพยุงกัน หรือใช้สารช่วยคงตัวเสริม
วิธีดูว่าสูตรคงตัวแค่ไหน มักดูจากค่าที่วัดก่อนและหลังฉายแสง ถ้าค่าแทบไม่เปลี่ยน แปลว่าสูตรทนแสงได้ดีในเงื่อนไขของการทดสอบนั้น
ของเราใช้อะไรบ้าง (เท่าที่เอกสารบอก)
เราขอเล่าเฉพาะที่มีรายงานผลทดสอบรองรับ และแยกรายสินค้าเสมอ เพราะแต่ละสูตรใช้จำนวนและสัดส่วนไม่เท่ากัน
Tone Up Routine Sunscreen — เอกสารทดสอบ (รายงานเลขที่ 2569-04-334-01 จากสถาบันทดสอบอิสระ) ระบุสารกันแดดในสูตรไว้ 5 ชนิด พร้อมเปอร์เซ็นต์: Titanium dioxide 6.22% · Zinc oxide 5.70% · Homosalate 5.00% · Diethylamino hydroxybenzoyl hexyl benzoate 4.00% · Bis-ethylhexyloxyphenol methoxyphenyl triazine 2.50% — จะเห็นว่ามีทั้งกลุ่มอนินทรีย์และอินทรีย์อยู่ในสูตรเดียวกัน
Watery Bomb Anti-Acne — รายงาน 0702/0325 วัดค่า critical wavelength เฉลี่ยได้ 378.2 นาโนเมตร (เกณฑ์ broad spectrum คือ ≥ 370 นาโนเมตร) และค่าสัดส่วน UVA/UVB ก่อนฉายแสง 0.68 เทียบกับหลังฉายแสง 0.67 คือแทบไม่เปลี่ยน ทั้งหมดนี้เป็นการทดสอบในหลอดทดลองบนแผ่นจำลองผิว ไม่ใช่บนผิวคน
สิ่งที่ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้แปลว่า
ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งใส่หลายตัวยิ่งดี” — จำนวนชนิดไม่ใช่คะแนน สิ่งที่สำคัญคือชุดที่เลือกมาทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน และสูตรสุดท้ายยังทาสบายพอให้ใช้ทุกวันไหม
และไม่ได้แปลว่าสูตรของเรา “ดีกว่า” ใคร — ค่าที่วัดในหลอดทดลองเทียบข้ามแบรนด์ไม่ได้ เพราะวิธี เครื่องมือ และแผ่นทดสอบต่างกัน เราจึงเปิดตัวเลขให้ดูพร้อมเลขรายงาน แล้วปล่อยให้คุณตัดสินเอง
สูตรกันแดดที่ดีไม่ใช่การหาสารวิเศษตัวเดียว แต่คืองานจับคู่ให้แต่ละตัวปิดช่องว่างของกันและกัน — และงานจับคู่ที่ดีที่สุด คือสูตรที่คุณทาได้จริงทุกวัน
คำถามที่พบบ่อย
- กันแดดกายภาพดีกว่ากันแดดเคมีจริงไหม?
- ไม่มีกลุ่มไหนดีกว่าโดยสมบูรณ์ ทั้งสองกลุ่มมีช่วงคลื่นที่ถนัดต่างกันและมีข้อจำกัดต่างกัน สูตรจำนวนมากจึงเลือกใช้ร่วมกัน (hybrid) เพื่อให้ได้ทั้งความกว้างของการปกป้องและเนื้อสัมผัสที่ทาสบาย — คำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่ว่าผิวคุณเข้ากับสูตรไหน
- ทำไมกันแดดบางตัวถึงทาแล้วขาววอก?
- มักเกี่ยวข้องกับชนิดและปริมาณของสารกรองแสงอนินทรีย์ในสูตร รวมถึงขนาดอนุภาคและระบบเนื้อที่ใช้ วิธีลดปัญหาในทางปฏิบัติคือทาบางๆ แล้วเกลี่ยเป็นรอบๆ แทนการทาหนารอบเดียว
- ทากันแดดสองยี่ห้อซ้อนกันได้ไหม?
- ทำได้ แต่ค่าที่ได้จะไม่ใช่การบวกกันของทั้งสองตัว และการทาซ้อนอาจทำให้ฟิล์มไม่สม่ำเสมอจนเป็นคราบง่ายขึ้น ในทางปฏิบัติ การทาตัวเดียวให้พอปริมาณ ให้ผลที่คาดเดาได้มากกว่า
แหล่งอ้างอิง
รายการด้านล่างเป็นงานวิจัยและเอกสารมาตรฐานที่ใช้อธิบาย ความรู้ทั่วไปเรื่องผิว แสงแดด และวิธีทดสอบ เท่านั้น — ไม่ใช่ผลทดสอบของผลิตภัณฑ์ TERRY และไม่ใช่การเคลมสรรพคุณของสินค้าใดๆ (ค้นจากฐานข้อมูล PubMed)
- 1Machado G.T. และคณะ (2024). In vitro photoprotective efficacy and photostability of synthesized star-shaped ZnO nanoaggregates associated with ethylhexyl methoxycinnamate and butyl methoxydibenzoylmethane. Journal of Photochemistry and Photobiology B: Biology 261:113068. https://doi.org/10.1016/j.jphotobiol.2024.113068
- 2Bens G. (2014). Sunscreens. Advances in Experimental Medicine and Biology 810:429–463. https://doi.org/10.1007/978-1-4939-0437-2_25
- 3Pellacani G., Lim H.W. และคณะ (2024). Photoprotection: Current developments and controversies. Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology 38(Suppl 5):12–20. https://doi.org/10.1111/jdv.19677
- 4Osterwalder U. และคณะ (2024). Sun-protection factor of zinc-oxide sunscreens: SPF in vitro too low compared to SPF in vivo — a brief review. Photochemical & Photobiological Sciences 23(10):1999–2009. https://doi.org/10.1007/s43630-024-00644-0
- 5U.S. Food and Drug Administration (FDA) (2011). Labeling and Effectiveness Testing: Sunscreen Drug Products for Over-the-Counter Human Use — เกณฑ์ broad spectrum ที่ค่า critical wavelength ≥ 370 nm





